รัฐบาล : ความหมาย ส่วนประกอบ รวมทั้งอำนาจหน้าที่



ในบรรดาผู้ใช้อำนาจอธิปไตยอีกทั้งสามส่วน เป็น ข้างนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ข้างตุลาการ ย่อมบอกได้ว่า ข้างที่มีอำนาจมากมายหรือมีหน้าที่สำคัญที่สุดสำหรับในการดูแลประเทศก็คือฝ่ายบริหาร เพราะเหตุว่าฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเป็นผู้อำนวยการดูแลประเทศ เป็นผู้ดำเนินงานให้เป็นโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นคนที่คุมกำลังทั้งยังข้างทหารและก็ข้าราชการ มีอำนาจวิเคราะห์ออกคำสั่งสำหรับการดูแลงานของเมือง อีกทั้งในด้านการปกครองรวมทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและก็วัฒนธรรม 

ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากขึ้นเป็นสำดับจากที่ขยายธุรกิจหรือภารกิจหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่มากขึ้นเรื่อยๆกว่าข้างใดๆก็ตามข้างนิติบัญญัติมีบทบาทเกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายยังไงในอดีตๆตอนนี้ก็มีบทบาทอยู่เหมือนเดิม มิได้มีบทบาทมากขึ้นอะไร ข้างตุลาการหรือศาลก็สิ่งเดียวกันคงจะมีอำนาจตัดสินโทษให้เป็นโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่เคย มิได้มากขึ้น อาจทำหน้าในงานด้านเดียว แต่ว่าฝ่ายบริหารจำเป็นต้องปฏิบัติงานหลายด้านทั้งยังด้านการปกครองแล้วก็ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งงานมีมากขึ้นเป็นอย่างมาก ด้วยจุดสำคัญดังที่กล่าวมาแล้วก็เลยจะต้องรู้เรื่องความหมาย ส่วนประกอบ รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของรัฐบาล



ความหมายรัฐบาล



สำหรับการดูแลของเมืองที่การแบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 ข้างเป็น ฝ่ายบริหาร ข้างนิติบัญญัติ รวมทั้งข้างตุลาการ นั้น ฝ่ายบริหารจะมีความจำเป็นเยอะที่สุดสำหรับการบริหารธุรกิจของเมืองให้สำเร็จลุล่วงตามภารกิจของเมือง ฝ่ายบริหารนั้นมีการให้คำจัดความที่ยากมากมาย เพราะฉะนั้นในหลายๆหนังสือเรียนก็เลยชอบให้คำจำกัดความพฤติกรรมฝ่ายบริหารว่า หน่วยงานหรือหน่วยงานใดใดๆก็ตามที่ไม่ใช่เป็นหน่วยงานนิติบัญญัติแล้วก็หน่วยงานตุลาการ ซึ่งเป็นคำอธิบายศัพท์ที่ไม่ได้ให้รู้เรื่องเนื้อหารายละเอียดได้ แต่ว่าก็เป็นความหมายที่ถูกที่สุด

การดำเนินการของฝ่ายบริหารมีหน่วยงานผู้ดำเนินการเป็น “รัฐบาล”
“รัฐบาล” หมายคือบุคคลรวมทั้งคณะบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้ใช้อิทธิพลบริหารเพื่อดำเนินงานดูแลประเทศ

อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลนั้นมิได้มีขอบเขตอยู่เฉพาะการจัดการให้เป็นไปตามข้อบังคับแค่นั้น แต่ว่ายังเป็นผู้กำหนดนโยบายแล้วก็ปฏิบัติการดูแลประเทศด้วย แล้วก็การจะกำหนดขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหารนั้นก็ยากที่จะจำกัดขอบเขตได้ ซึ่งบางทีอาจจะให้คำจำกัดความลักษณะเดียวกันกับฝ่ายบริหารว่า อำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารเป็น อำนาจอะไรก็แล้วแต่ทุกในกรณีที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของข้างนิติบัญญัติและก็ข้างตุลาการ



ส่วนประกอบของรัฐบาล



ส่วนส่วนประกอบของรัฐบาลย่อมกำหนดไว้โดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งบางทีก็อาจจะแตกต่างสุดแท้แต่ระบอบการปกครองของประเทศ
ตามรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ รัฐบาลมีส่วนประกอบ 2 ส่วน เป็น ส่วนประจำแล้วก็ส่วนไม่ประจำ

-พระมหากษัตริย์

ส่วนประจำนั้นเป็นองค์ประกอบของรัฐบาลที่ถาวรเป็น “ในหลวง” ซึ่งทรงมีบทบาทบริหารธุรกิจการค้าของประเทศจากเบื้องบท ในฐานะทรงเป็น “ผู้นำของเมือง”

พระมหากษัตริย์นอกจากจะทรงเป็นประมุขของเมือง กล่าวอีกนัยหนึ่งทรงเป็นตัวแทนของเมืองในความเกี่ยวพันกับเมืองนอก และก็เป็นเครื่องหมายที่ความกลมเกลียวกันของคนภายในชาติแล้ว ยังทรงเป็นกษัตริย์ของ “ฝ่ายบริหาร” ด้วย โดยรัฐธรรมนูญแล้วก็ข้อบังคับอื่นได้มอบพระราชอำนาจทางบริหารแก่พระเจ้าแผ่นดินไว้หลายประการ อาทิเช่น พระราชอำนาจสำหรับเพื่อการยี่ห้อพระราชกผู้บำเพ็ญพรตกาโดยไม่ขัดกับข้อบังคับ, พระราชอำนาจสำหรับการประกาศใช้และก็เลิกใช้กฎอัยการศึก, พระราชอำนาจสำหรับการทำหนังสือข้อตกลงสินตำหนิภาพ ข้อตกลงหย่าศึก และก็ข้อตกลงอื่นกับนานาประเทศหรือหน่วยงานระหว่างชาติ, พระราชอำนาจสำหรับการพระราชอภัยโทษ, พระราชอำนาจสำหรับในการตั้งรวมทั้งถอดถอนจากตำแหน่งซึ่งผู้ว่าการธนาคารชาติ ฯลฯ



แม้กระนั้น ในประเทศที่มีการดูแลระบอบประชาธิปไตยอันมีพระราชาทรงเป็นกษัตริย์เป็นต้นว่าเมืองไทย นั้น พระราชา “ทรงยังคงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ(sacred) รวมทั้งฝ่าฝืนไม่ได้” ซึ่งแปลว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่เหนือความรับผิดชอบด้านการเมืองทั้งหมด รวมทั้งทรงพ้นจากการเช็ดกติชมโดยบุคคลทุกคน แบบนี้เพราะทรงเป็นกษัตริย์ของประชาชนทั้งประเทศ  ไม่เลือกว่ามีความคิดด้านการเมืองประการใดเชื่อในศาสนาใด ลัทธิใด ไม่ฐานะรวมทั้งชาติระบุยังไง ที่พระเจ้าแผ่นดินทรงอยู่เหนือความรับผิดชอบทางด้านการเมืองทั้งหมด ก็เนื่องจากทรงเป็นกลางทางด้านการเมือง ไม่ทรงกับข้างใดไม่ว่าฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน หรือพรรคการเมืองใดทั้งปวง แล้วก็สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวงก็ทรงพ้นจากความรับผิดชอบทั้งผอง เพราะเหตุว่าทรงจัดการไปตามเสนอแนะแล้วก็ยอมของคณะรัฐมนตรีหรือสภานิติบัญญัติ ตามหลักข้อบังคับรัฐธรรมนูญที่ว่า “พระเจ้าแผ่นดินทรงกระทำผิดมิได้ (The King can do no wrong –Le roi ne peut mal faire)

รัฐบาล



ผลการที่กษัตริย์ไม่ทรงจะต้องรับผิดชอบใดๆก็ตามอีกทั้งสิน ไม่ว่าในทางข้อบังคับหรือในทางการบ้านการเมืองก็เลยมีว่า โดยทั่วไปแล้ว พระราชาจะไม่ทรงใช้พระราชอำนาจที่รัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับอื่นมอบให้แต่ว่าท่านทำการอะไรก็ตามเพียงลำพังท่าน แต่ว่าจะทรงใช้พระราชอำนาจพวกนั้นตามคำแนะนำของสถาบันใดสถาบันหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเสมอ และก็ผู้เป็นกษัตริย์ของสถาบันที่มอบข้อเสนอหรือบุคคลที่มอบให้ข้อเสนอให้พระพระเจ้าแผ่นดินทรงใช้พระราชวโรงการ รวมทั้งสถาบันนั้นหรือบุคคลนั้งจำเป็นต้องรับผิดชอบในทางข้อบังคับและก็ในทางการบ้านการเมืองแทนพระราชา

โดยหลักแล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้มอบข้อเสนอให้พระพระเจ้าแผ่นดินทรงใช้พระราชอำนาจทางบริหารซึ่งรัฐธรรมนูญหรือกำหมายอื่นมอบแก่ท่านและก็ให้นายกฯหรือรัฐมนตรีนาชูรับผู้ปรึกษาราชการมอบหมายเป็นผู้ลงชื่อรับตอบสนองพระบรมราชโองการ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้จะรับผิดชอบในทางข้อบังคับรวมทั้งในทางการบ้านการเมืองแทนพระเจ้าอยู่หัว

-คณะรัฐมนตรี

ส่วนไม่ประจำนั้นเป็นส่วนที่บางครั้งก็อาจจะเปลี่ยนได้ตามวาระหรือตามวิถีที่การบ้านการเมือง เป็น “คณะรัฐมนตรี”

คณะรัฐมนตรีประกอบนายกฯหนึ่งคนรวมทั้งรัฐมนตรีอื่นอีกปริมาณไม่เหลือเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญระบุ

การตั้งรัฐมนตรีนั้น พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ทรงตั้ง ตามกระบวนการในรัฐธรรมนูญระบุ ซึ่งจะกำหนดไว้สองขั้นตอน เป็น พระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระบรมราชโองการแต่งนายกฯก่อน โดยมีปรานสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนรับตอบสนองพระบรมราชโองการ เมื่อมีพระบรมราชโองการตั้งนายกฯแล้ว นายกฯเป็นผู้เลือกรัฐมนตรีอื่นๆเพื่อประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี โดยเลือกเฟ้นจากบุคคลที่เห็นควรที่จะร่วมกับแผนกกับตนได้ แล้วทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายนามต่อพระเจ้าแผ่นดินเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยนายกฯเป็นผู้ลงชื่อรับตอบสนองพระบรมราชโองการประกาศตั้งให้เป็นรัฐมนตรีถัดไป



คณะรัฐมนตรีนี้ตามกฎหมายไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ด้วยเหตุว่าเป็นแต่เพียงแม้กระนั้นคณะบุคคลที่มีบทบาทบริหารกิจการค้าของเมืองซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลในข้อบังคับมหาชน พูดอีกนัยหนึ่ง ฝ่ายบริหารโดยคณะรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานส่วนหนึ่งส่วนใดของเมือง เมื่อเมืองเป็นนิติบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมายมหาชนแล้ว คณะรัฐมนตรีก็เลยไม่มีภาวะเป็นนิติบุคคล

ตามพ.ร.บ.ระเบียบปฏิบัติบริหารราชการแผ่นดิน พุทธศักราช 2534 นอกเหนือจากนายกฯแล้ว มีรัฐมนตรีอยู่ 6 จำพวกร่วมกัน เป็น

รองนายกฯ
รัฐมนตรีประจำนร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงหรือรัฐมนตรีว่าการทบวงซึ่งมีฐานะเสมอกันกระทรวง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงซึ่งมีฐานะเท่ากันกระทรวง
รัฐมนตรีว่าการทบวงซึ่งขึ้นอยู่กับนรหรือกระทรวง แล้วก็
รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงซึ่งขึ้นอยู่กับนร

รองนายกฯ รัฐมนตรีประจำนร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงซึ่งมีฐานะเสมอกันกระทรวง รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงซึ่งขึ้นอยู่กับนรหรือกระทรวง ไร้อำนาจหน้าที่เป็นของตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะทำการอะไรก็ตามได้ก็เมื่อนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีว่าการทบวงซึ่งมีฐานะเท่ากันกระทรวง หรือรัฐมนตรีว่าการทบวงซึ่งขึ้นอยู่กับนรสุดแต่กรณี มอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทน กล่าวอีกนัยหนึ่งมอบสิทธิ์ให้ทำการนั้นๆแทน



 รัฐบาลมีอยู่เสมอเวลา



รัฐบาลจะต้องมี กษัตริย์รวมทั้งคณะรัฐมนตรีรวมกัน ไม่ใช่เฉพาะแม้กระนั้นคณะรัฐมนตรีเพียงแค่นั้นที่เป็นรัฐบาล แบบนี้ก็เพราะตามรัฐธรรมนูญ กษัตริย์ทรงใช้อิทธิพลบริหารทางคณะรัฐมนตรี รวมทั้งพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้ตั้งคระรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลดังกล่าวในประเทศอังกฤษแล้วก็เมืองไทยก็เลยเรียกว่า “เมืองบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

องค์ประกอบของรัฐบาลนั้น มีคนหลงผิดอยู่มากมายว่ามีแม้กระนั้นคณะรัฐมนตรีแค่นั้น รวมทั้งบางที่ก็เรียกว่า แผนกรัฐบาล ด้วยเหตุว่าในทางปฏิบัติคณะรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินในชื่อกษัตริย์ เนื่องจากว่าในระบอบการปกครองระบบประชาธิปไตยที่พระเจ้าอยู่หัวอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ในหลวงไม่ได้ทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยท่านเอง หรือเรียกว่า ในหลวงนั้นทรงปกเกล้าฯ แม้กระนั้นไม่ได้ทรงดูแล (The King reigns but not rules) แต่ว่าแต่กระนั้นรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็ได้ข้อกำหนดให้พระพระมหากษัตริย์ทรงมีความเกี่ยวข้องสำหรับการใช้อิทธิพลทุกส่วน อีกทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และก็อำทุ่งนาตุลาการ สถาบันต่างๆของเมืองใช้อิทธิพลในพระปรมาภิไธยกษัตริย์ ยกตัวอย่างเช่น การบัญญัติกฎหมายพระเจ้าอยู่หัวจะต้องทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้บังคับ การตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงตั้ง การตัดสินคดีของศาลก็จำเป็นต้องปฏิบัติในพระปรมาภิไธย

องค์ประกอบของรัฐบาลนั้นมีทั้งยังในหลวงและก็คณะรัฐมนตรีรวมกัน เมืองก็เลยมีอยู่เสมอเวลา เมื่อคณะรัฐมนตรีออกไปอีกส่วนหนึ่งส่วนใดก็ยังคงมีอยู่เป็น กษัตริย์ซึ่งจะทรงตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่ ประกอบกันเข้ามาเป็นรัฐบาลอย่างเคย ตำแหน่งพระเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นตำแหน่งที่มั่งอาจจะถาวร เป็น ตามรัฐธรรมนูญของพวกเรานั้นไม่มีการเลือกตั้งหรืออยู่ในตำแหน่งตามวาระราวกับกษัตริย์ของสมาพันธ์เมืองมาเลเซีย ตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญไทยเป็นตำแหน่งที่ถาวรไม่มีวาระได้แก่เดียวกับสหราชอาณาจักรรวมทั้งญี่ปุ่น เป็น ครองตำแหน่งอยู่เสมอพระชนมายุแล้วก็มีการสืบตระกูลถัดไปด้วย โดยพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับตำแหน่งกษัตริย์ของเมืองด้วยการสืบสายเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติ พุทธศักราช2467 รวมทั้งรัฐธรรมนูญมีความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติ